วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตำนานผีปอบ

     ก็เป็นเรืองโชคดีมากเลยครับที่ผมเกิดมาตามพื้นที่ชนบท  เพราะตอนเด็กๆจะได้เจอเรื่องเล่าและเห็นหลากหลายพิธีกรรมที่มีอยู่บนโลกตะวันออก  ในความเห็นส่วนตัวของผมเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่มีเรื่องเหนือธรรมชาติเลยครับ  เรื่องเหนือธรรมชาติที่คนชอบพูดกันมันหมายถึงเรื่องเหนือความสามารถของสมองคนทั่วไปในช่วงเวลานั้นที่จะสามารถหาเหตุมาอธิบายเรื่องราวนั้นได้  อย่างเช่นไฟฟ้า  หรือเครื่องบิน  ในอดีตมันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติแน่นอนเพราะสมองของคนอยังไม่คุ้นเคยและไม่รู้เรื่องของเหตุผลของเรื่องนั้นได้จึงเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติของคนยุคนั้นไป  เช่นกันครับสำหรับคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ที่ไม่รู้ถึงเหตุผลความเป็นไปของเรื่องที่มีมาในอดีต  ก็ทำการจัดเรื่องที่คนสมัยนี้หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ให้เป็นเรื่องของความเชื่อไป  แต่ผมก็ตอบไม่ได้เช่นกันนะครับว่าเรื่องตำนานผีปอบจะเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือเป็นเรื่องจริงที่มีเหตุผลที่มา



     มนต์ พันลาย 

     นักเขียนเกี่ยวบันทึกเรื่องราวในอดีตของไทยได้บอกเอาไว้ดังนี้ครับ
     การที่จะตอบคำถามนี้ จำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องนำเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบด้วยตนเองมาเล่า และเรื่องนี้เองอาจจะเป็นคำตอบว่า “ผีปอบมีจริงหรือไม่ ?”

     ผีปอบนั้น เป็นผีประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นและอาศัยอยู่กับคนที่ยังไม่ตาย ผู้ที่เป็นเจ้าของผีปอบนั้นยังมีชีวิตอยู่ เป็นบุคคลเช่นเดียวกับบุคคลทั่วๆไป  ไปไหนมาไหนได้ตามปกติ ส่วนสาเหตุที่ทำให้บุคคลนั้นเกิดมีผีปอบอาศัยอยู่ในตัว ทางภาคอีสานเขาว่ากันว่า เกิดจากการที่ใครก็ตาม ไปเรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์ๆ เช่น ผู้หญิงที่ไปเรียนมนตร์คาถาเพื่อเสกเป่าให้อวัยวะเพศของตนใหญ่ขึ้น เพื่อให้ถูกอกถูกใจผู้ชายที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่ามนตร์คาถาที่พิเรนทร์อย่างนี้มีอยู่ด้วยหรือ 
ตอบว่า "มีอยู่ครับ"

     พออ่านมาถึงย่อหน้านี้ผมขอแทรกนิดนึงครับ  ผมเพิ่งเจอกับตัวเลยเรื่องของเหล่านี้แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนครับ  เรื่องมีอยู่คือเมื่อเกือบสองปีที่แล้วผมไปฝึกงานที่หลวงพระบาง  อยู่ไปประมาณเดือนนึงครับก็ต้องออกมาปั๊มตราเพื่อขออนุญาตเข้าเมืองอีกครั้ง  ขากลับเจอกลับผู้หญิงท่านหนึ่งครับเขามาทำงานที่ไทยและกลับมาเยี่ยมแม่ที่หลวงพระบาง  ก็ได้รู้จักกันอยู่สองสามวันครับ  ประมาณวันที่สามได้  ผมก็รู้สึกแปลกแปลกครบ  นอนใม่หลับ  ร้อนตัวมากแบบมีภาพผู้หญิงคนนั้นลอยขึ้นมา  คือไม่ได้คิดถึงเขาเลยนะครับ  ในใจผมก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่แล้วอยู่ที่ไทยและอยู่ในในของผมมานานแล้วด้วยครับ  และผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยสวดมนต์แบบยาวเลยครับแล้วหลังจากนั้นประมาณเกือบชั่วดมงผมก็สวดสวดมนต์เสร็จก็เลยขอพรครับ  ขอให้สิ่งไม่ดีที่มากวนจิตอยู่นี้อย่ามีผลกับตัวและใจของผมเลยแล้วก็ขอให้ตัวผมเองมีสติครับจากนั้นก็นั่งสมาธิไป  วันต่อมาก็ใส่พระที่พ่อกับแม่ให้มาทั้งวันเลยครับ  ก็รู้สึกสบายตัวมากเลยแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลยตลอดการฝึกงานที่เหลืออีกประมาณเดือนกว่าๆ  แทรกมาซะยาวอ่านเรื่องจาก "มนต์ พันลาย" ต่อได้เลยครับ

     ข้าพเจ้าขอยกเอาเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านของข้าพเจ้า ชาวบ้านทั้งหลายกล่าวกันว่า เธอเรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์นี้มาด้วย ความจริงผู้หญิงคนนี้เธอมีรูปร่างและหน้าตาดี ถึงไม่เรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์อย่างนี้ หนุ่ม ๆ และแก่ ๆ ก็จะหลงใหลไม่น้อยทีเดียว ขณะนี้สามีของเธอเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเสียแล้ว เธอมีชีวิตอยู่กับลูก ๆ ๓ คน ลูกของเธอก็ยังเล็ก ๆ อยู่ แต่ไม่มีหนุ่มแก่คนไหนกล้าเข้าไปเกาะแกะด้วยเลย เพราะกลัวผีปอบของเธอจะกินตับเข้าให้ ก็อยู่กับลูก ๆ ตามลำพัง ข้าพเจ้าก็สงสารเธอเหมือนกัน เพราะถูกสังคมลงโทษจริง ๆ ซ้ำร้ายแม้แต่มองหน้าก็ไม่ค่อยมีใครอยากมอง พากันรังเกียจ และกลัวเธอยิ่งกว่าคนเป็นโรคติดต่อร้ายแรงเสียอีกมันทรมานใจของผู้ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อย่างมากทีเดียว และก็ไม่มีใครกล้าที่จะบอกเธอตรงๆ ว่า “เธอเป็นผีปอบ” เพราะถ้ามีคนพูดเช่นนั้น อาจจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท เพราะไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำเช่นนั้นได้ เธอเองก็มึนงงอยู่มากทีเดียวว่า ทำไมคนทั้งหลายจึงไม่อยากพูดคุยหรือคบหาสมาคมกับเราเลย นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่เรียนมนตร์คาถาพิเรนทร์ ๆ 

     ส่วนผู้ชายที่ไปเรียนมนตร์คาถา ที่ทำให้อยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออกอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นสาเหตุทำให้เป็นผีปอบได้เช่นกันการเรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์อย่างนี้ เขาจะมีข้อกำหนดควบคุมความประพฤติของผู้ที่เรียนมนตร์คาถานั้นไว้ด้วย เพื่อให้ผู้ที่เรียนมนตร์คาถานั้นประพฤติตนโดยเคร่งครัดด้วย ถ้าทำได้ตามข้อกำหนดนั้น มนตร์คาถานั้นก็จะให้ผลดี ใช้ประโยชน์ได้ดีตลอดไป ข้อกำหนดเช่นว่านั้น เช่น ห้ามกินลาบเลือด หรือ ลู่ เป็นอันขาด หรือ ห้ามกินกบกินเขียด อย่างนี้เป็นต้น ถ้าผู้เรียนปฏิบัติตนได้ตามนี้ ก็จะอยู่ได้อย่างปกติ ถ้าใครควบคุมตนเองไม่ได้ มนตร์คาถานั้นก็จะเสื่อม แล้วก็จะกลายเป็นผีปอบขึ้นมาทันทีสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นผีปอบนี้ ไม่ใช่แต่เรียนมนตร์คาถาอย่างเดียวเท่านั้น บางอย่างก็เป็นสาเหตุให้เกิดเป็นผีปอบได้ เช่น สักลายต่าง ๆ ตามตัวอาจจะเป็นลายดำหรือลายแดงก็ได้ น้ำยาที่นำมาสักนั้น บางชนิดเอามาจากว่าน ว่านชนิดนั้นมีชื่อว่า “ว่านกระจาย” เขาว่ากันว่า ว่านกระจายนี้เมื่อยังไม่ได้ขุดขึ้นมาจากพื้นดิน โยนกบหรือเขียดเข้าไปในกอว่านนั้น กบเขียดจะตายทันที เพราะมันถูกว่านนั้นดูดกินเลือดหมด ว่านกระจายนี้เขาว่า ทำให้อยู่ยงคงกระพันด้วย ผู้ถูกสักด้วยว่านนี้ น้ำว่านจะซึมซับเข้าไปในเลือดเนื้อ ยากที่จะลบออกได้ จะติดตัวผู้นั้นตลอดไปจนตายจากกัน ผู้ถูกสักจะต้องงดเว้นการกระทำต่าง ๆ ตามข้อกำหนดโดยเคร่งครัด เช่น ห้ามกินลาบเลือดหรือลู่ หรือห้ามกินกบเขียด ดังกล่าวแล้วนั้นโดยเคร่งครัด ถ้าละเมิดก็จะกลายเป็นผีปอบไปทันที ผีปอบนั้น เข้าตัวจะควบคุมไม่อยู่ มันอยากกินใครมันก็ไปกิน หรือบางทีเพียงแต่เจ้าของคิดหรือนึกเท่านั้น ตัวผีปอบนั้นก็จะไปกินคนนั้นเข้าแล้ว หรือบางทีเพียงแต่เขาคิดถึงเท่านั้น ผีปอบนั้นก็จะไปสิงคนนั้น แล้วบอกว่า คิดถึงมาเยี่ยม อย่างนี้เป็นต้นหมอผีที่ทำหน้าที่ไล่ผีปอบให้ออกจากร่างคนป่วยนั้น บางคนไม่ต้องเรียนมนตร์คาถาไล่ผีมาหรอก เพียงแต่เป็นคนที่ชาวบ้านชาวเมืองเขากลัวกัน เช่น เสียงดังฟังชัด เป็นนักเลง เอาจริงเอาจัง จนคนทั้งหลายกลัวกัน ผีปอบก็กลัวด้วย

     ที่หมู่บ้านของข้าพเจ้า มีคนๆ หนึ่ง ที่ชาวบ้านเขากลัว แกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ ผู้ใหญ่ทิ ผู้ใหญ่คนนี้เสียงดังมีอำนาจเด็ดขาด เอาจริงเอาจัง เด็ก ๆ พอได้ยินเสียงตาคนนี้ ร้องไห้อยู่ก็หยุดร้องทันที เด็กๆ ไม่กล้าเดินผ่านหน้าบ้านแก เพียงแกกระแอมใส่เท่านั้น เด็กวิ่งหนีหางจุกตูดเลย ผีปอบเข้าสิงใครแล้ว เพียงแต่มีคนบอกว่า ผู้ใหญ่ทิมาแล้วเท่านั้น เป็นเยี่ยวราดเต็มกางเกง ตาลีตาลานออกจากร่างคนป่วย กูไม่อยู่แล้ว ไปแล้ว เท่านั้นแหละ หมอผีที่แน่ๆ เก่งๆ เป็นอายไปตามๆ กัน

     ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงเรื่องผีปอบที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบมากับตนเอง เมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้ ๑๕ ปี พ่อกับแม่ได้นำข้าพเจ้าไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับ ท่านพระครูพา วัดยอดลำธาร บ้านนาแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร บ้านนาแก้วนี้อยู่ห่างจากบ้านข้าพเจ้าประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร และอยู่คนละอำเภอด้วย ท่านพระครูพาซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดยอดลำธารนี้มีศักดิ์เป็นลุงของข้าพเจ้า ท่านบรรพชามาตั้งแต่เป็นสามเณรดำรงตนอยู่ในสมณเพศจนแก่จนเฒ่า และมรณภาพในขณะที่อยู่ในสมณเพศนั้นด้วย ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ในวันที่ข้าพเจ้าไปบรรพชาเป็นสามเณรนั้น มีหลวงตาองค์หนึ่ง อายุได้ประมาณ ๖๕ ปีแล้ว ชื่อว่า หลวงตาสี อุปสมบทเป็นพระอยู่กับท่านพระครูพามา ๓ พรรษาแล้ว มีลายสักสีแดงเต็มตัวเขาว่ากันว่า หลวงตาองค์นี้เมื่อตอนเป็นหนุ่ม นักเลงครบเครื่อง สักว่านกระจายเต็มตามตัว เพื่อให้อยู่ยงคงกระพัน แต่พอแก่ตัวมา รักษาตัวตามข้อกำหนดไม่ได้ ว่านกระจายที่สักเข้าไปในเนื้อตัวนั้น ได้กลายเป็นผีปอบไป ผีปอบได้ออกอาละวาดกินผู้คนตายไปหลายคนในเวลาไม่นานนัก ผลสุดท้ายผีปอบที่เกิดกับตัวของแกเองมันแก่กล้าขึ้น คือ มันไม่เกรงกลัวใคร มันก็ออกปาก (คำว่า ออกปากนั้น หมายความว่า ในขณะที่หมอผีมาไล่ให้ผีปอบออกจากร่างคนป่วยนั้น คนป่วยที่ถูกผีปอบสิงอยู่นั้น จะพูดออกมาเลยว่า มันชื่ออะไร มันกินคนมาแล้วกี่คน มันเรียนมนตร์คาถาอะไร หรือ สักอะไร มันจะบอกหมดเลย)เมื่อผีปอบออกปากพูดออกมาแล้ว บอกชัดเจนแล้วเช่นนี้ ญาติพี่น้องของคนที่ถูกผีปอบกิน ก็โกรธแกมาก พากันไปขับไล่ให้หนีออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ไม่ให้อยู่ที่บ้านนั้น ถ้าอยู่จะฆ่าให้ตาย แกก็กลัวตาย จึงได้หนีตายมาขอบวชเป็นพระอยู่กับท่านพระครูพาซึ่งเป็นลุงของข้าพเจ้า อยู่มาได้ตั้ง ๓ พรรษาแล้ว ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นก็ยังไม่มีใครทราบ เพราะผีปอบมันยังไม่ออกปากพูด ทั้งนี้ อาจจะเป็นอิทธิพลของผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มตัวแกอยู่ การถือศีลเป็นพระ สวดมนตร์ภาวนา ยังคุ้มครองแกได้อยู่ อีกอย่างหนึ่ง บ้านที่หลวงตาคนนี้มาขอบวชอยู่นั้น แกยังไม่คุ้นเคยใครดี ยังเกรงกันอยู่ ผีปอบก็ยังสงบอยู่ ยังไม่แก่กล้าก็เป็นได้แต่พออยู่มาได้พรรษาที่ ๔ เท่านั้น ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ที่มีญาติถูกผีปอบกิน พากันเฮโลลงมาพบท่านพระครูพาที่วัดให้วุ่นวายไปหมด เอะอะโวยวายให้ไล่หลวงตาสีออกจากบ้านนี้ หลวงตาสีเป็นผีปอบ ออกปากพูดว่า กินคนหลายคนแล้วในบ้านนี้ ท่านพระครูพาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จำเป็นต้องให้หลวงตาสีไปอยู่ที่อื่นท่านพระครูพาก็อดสงสารหลวงตาองค์นี้ไม่ได้ จึงได้ให้คนนำไปอยู่ที่ วัดบ้านหนองฮาง อำเภอวานรนิวาส บ้านหนองฮางนี้อยู่ห่างจากบ้านของข้าพเจ้าเพียง ๒ กิโลเมตรเท่านั้น ชาวบ้านหนองฮางนั้น พากันดีอกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ ๆ ก็มีพระมาอยู่ที่บ้าน ซึ่งวัดที่บ้านหนองฮางนั้น ได้ร้างจากพระมาเป็นเวลานานแล้ว จึงพากันต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หารู้ไม่ว่า ภัยร้ายจากผีปอบกำลังคืบคลานเข้ามาในบ้านนั้นแล้วหลวงตาองค์นี้ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้เพียง ๒ พรรษาเท่านั้น ผีปอบก็ออกอาละวาดกินคนเช่นเดิม และออกปากพูดชัดเจนว่า มันคือ หลวงตาสี อยู่ที่วัดนี้ กินคนมาหลายคนแล้ว ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ที่ญาติพี่น้องต้องตายไปเพราะปอบหลวงตาสีกิน เป็นต้องขับไล่หลวงตาสีที่เคยรักนับถือไปอยู่ที่อื่น แกก็จำเป็นต้องหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะผีปอบในตัวของแกเองเป็นเหตุแต่ก่อนที่จะหนีไป แกได้ฝากสิ่งของที่แกไม่สามารถจะนำไปได้ไว้กับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็รับไว้ แกหนีไปครั้งนี้ ก็ได้กลับไปหาท่านพระครูพาอุปัชฌาย์ของแกนั่นแหละ ท่านพระครูพาก็จนใจ แต่ไม่ให้อยู่ที่บ้านนั้น ให้ไปอยู่บ้านอื่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไร แกก็ต้องไปตามที่ท่านพระครูพาบัญชาหลวงตาสีมาอยู่ที่ใหม่ได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้น พอดีข้าพเจ้าซึ่งยังเป็นสามเณรอยู่ อยากจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมโยมแม่ บ้านของข้าพเจ้าอยู่ห่างจากบ้านที่หลวงตาสีไปอยู่ และถูกขับครั้งสุดท้ายเพียง ๒ กิโลเมตรเท่านั้น หลวงตาสีคงได้ทราบว่า ข้าพเจ้าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมโยมแม่ แกคิดถึงสิ่งของที่ฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านนั้น แกจะใช้ให้ผีปอบของแกไปดูสิ่งของที่แกฝากไว้นั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้พอข้าพเจ้ากลับไปถึงบ้านได้ ๒ วัน เท่านั้น ชาวบ้านที่หลวงตาสีฝากของไว้นั้น มาพูดให้ข้าพเจ้าฟังว่า ผีปอบของหลวงตาสีมาด้วยรู้หรือเปล่า ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ปรากฎเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในระหว่างเดินทางเลยชาวบ้านได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ผีปอบหลวงตาสีไปเข้าสิงร่างคนที่บ้านเขา ได้ออกปากพูดว่า มาดูสิ่งของที่ฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็ถามว่า มากับใคร ผีปอบก็ตอบว่า มากับสามเณรบุญเลิศ ที่แกมาเยี่ยมโยมแม่แกชาวบ้านได้เอาหมอผีมาไล่ผีปอบให้ออกจากร่างคนนั้นไป พร้อมทั้งสั่งกำชับว่า ให้คนมาเอาของที่ฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านนั้นคืนไปให้หมด ถ้าไม่มาเอาจะเผาทิ้งให้หมด ข้าพเจ้าก็จำต้องรับเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านพระครูพาฟัง และก็คงรู้ถึงหูของหลวงตาสีเองด้วย จึงใช้ให้คนไปขนสิ่งของมาหมดหลวงตาสีมาอยู่ที่อยู่ใหม่ได้ประมาณ ๓ เดือนกว่า ๆ เท่านั้น ชีวิตของแกก็ถึงจุดจบ แกไม่ได้เปิดประตูกุฏิเป็นเวลา ๒ วัน ชาวบ้านก็งัดประตูเข้าไปดู ปรากฎว่า แกนั่งพิงฝากุฏิสิ้นใจอยู่ตรงนั้นนั่นเอง มีอุจจาระ ปัสสาวะ ราดเต็มไปหมด เข้าใจว่า แกคงเกิดท้องร่วงอย่างแรง และไม่มีใครช่วยเหลือ เพราะแกอยู่ที่วัดนั้นองค์เดียว ไม่มีพระเณรอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผีปอบที่อาศัยตัวแกอยู่ก็ดับดิ้นสิ้นไปด้วย เพราะวัตถุที่ทำให้เป็นผีปอบได้สิ้นไปแล้ว ผีปอบจึงต้องดับตามไปเรื่องเช่นนี้ ท่าน


ประเภทของผีปอบ

     จบเรื่องของท่าน มนต์ พันลาย แล้วครับก็จะเห็นว่าการกินของปอบไม่ได้เป็นเหมือนในหนังที่เอามือจิ้มพุงดึงไส้อย่างในละคร  แต่จะเป็นการสิงสู่ร่างคนที่จะกินเสียมากกว่า  ซึ่งผมไปเจอบทความจากเว็บ ตำนานดีดี (http://www.tumnandd.com/ผีปอป-ภูติร้ายจอมตะกละ/) ได้แยกปรเภทของปอบเอาไว้ดังนี้ครับ

     ปอบธรรมดา หมายถึง คนที่มีร่างของปอบสิงอยู่  เมื่อคนประเภทนี้ตายไป ปอบที่สิงสู่อยู่ในคนพวกนั้นก็จะ ตายตามไปด้วย

     ปอบเชื้อ หมายถึง ครอบครัวใดที่มีพ่อแม่เป็นปอบ เมื่อพ่อแม่ตายไป ลูกหลานก็จะต้องสืบทอดเชื้อสายการ เป็นปอบต่อไปด้วย หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นการสืบต่อทางกรรมพันธุ์ ซึ่งไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ก็จำเป็นต้องเป็นปอบต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีวันรู้จบ

     ปอบแลกหน้า หมายถึง ปอบเจ้าเล่ห์ที่ถนัดเอาความผิดไปโยนให้ผู้อื่น กล่าวคือ เวลาที่ปอบชนิดนี้เข้าไปสิงใคร เมื่อถูกสอบถามว่ามีผู้ใดเลี้ยงหรือบังคับ ปอบจะไม่ยอมบอกความจริง แต่จะไปกล่าวโทษว่าเป็นคนนั้นคนนี้โดยที่ผู้ถูกระบุชื่อไม่ทราบเรื่องราวอะไรเลย

     ปอบกักกืก (กืก ภาษาอีสานแปลว่า “ใบ้”) หมายถึง ปอบที่ไม่ยอมพูดจาจนกว่าจะมีคนถาม หรือจนกว่าญาติพี่น้องจะไปตามหมอผีมาขับไล่ ปอบตัวนั้นจึงจะยอมเปิดปากพูดความจริงว่าตนเป็นปอบของใคร หรือมีใครใช้ให้มา เข้าสิง


ลักษณะของผู้ที่ถูกปอบเข้าสิง

      ผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงหรือที่เรียกกันว่า “ปอบเข้า” จะมีอาการแตกต่างกันไป บางคนแสดงอาการดุร้าย บางคนอาจจะนอนซมคล้ายคนป่วยไข้อย่างหนัก ในขณะที่บางคนจะร่ำไห้รำพันไปต่างๆนานา

     โดยมากผู้ที่ถูกปอบเข้าสิงจะโหยหาอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่ว่าจะเป็น พวกตับหมูตับไก่ต้ม เวลากินอาหารก็จะแสดงความตะกละมูมมาม และกินจุผิดปกติของมนุษย์  เมื่อญาติพี่น้องรู้ว่าคนป่วยผู้นั้นถูกปอบเข้าสิง ก็มักจะไปตามหมอผีให้มาไล่ผีปอบให้ออกจากคนป่วยนั้น

     วิธีการไล่ปอบให้ออกจากร่างมนุษย์ มีอยู่หลายวิธีตามแต่แนวทางที่หมอผีผู้นั้นได้ร่ำเรียนมา บ้างก็เอาพริกแห้งมาเผา แล้วรมควันจนคนป่วยผู้นั้นสำลักควันน้ำตาไหลพาก ซึ่งเมื่อปอบออกจากร่างผู้ป่วยไปได้แล้ว หมอผีก็จะทำการข่มขู่ โดยการสอบถามว่าผีปอบตัวนั้นเป็นใครมาจากไหน เมื่อผีปอบรับสารภาพ หมอผีก็จะใจดีปล่อยปอบตัวนั้นไป

     ผู้ป่วยที่ผีปอบออกจากร่างไปแล้ว ก็จะค่อยๆได้สติในภายหลัง เมื่อฟื้นขึ้นมานัยน์ตาที่เคยแดงก่ำเนื่องจากถูกควันพริกรมจะหายไปทันที แต่เจ้าของปอบกลับจะมีอาการนัยน์ตาแดงก่ำด้วยสายเลือด จนไม่อาจสู้หน้าใครได้ และต้องซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อไม่ให้ใครพบหน้า

     หมอผีทั่วไปมักนิยมไล่ผีปอบโดยการใช้หวายเพื่อเฆี่ยนไล่ปอบ แต่การเฆี่ยนไล่ปอบก็เท่ากับการเฆี่ยนตีคนป่วยคนนั้นไปด้วย และหากปอบตัวไหนขัดขืน หมอผีก็จะต้องเฆี่ยนตีหนักขึ้น จนกระทั่งเนื้อตัวคนที่ถูกปอบเข้าสิงเขียวช้ำด้วยรอยหวาย แต่เมื่อปอบยอมแพ้ออกจากร่างไป ร้อยหวายที่เคยมีก็จะจางหายไปทันที ส่วนวิธีไล่การผีปอบแบบนี้เคยเป็นข่าวใหญ่โตมาแล้ว เนื่องจากไม่สามารถยืนยันได้ทางวิทยาศาสตร์ว่าผู้ป่วยผู้นั้นถูกปอบเข้าสิงจริง ซึ่งครั้งนั้นผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าผู้ป่วยเป็นโรคทางประสาท เมื่อญาติคิดว่าอาการป่วยที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะปอบเข้าสิง จึงไปตามหมอผีให้มาไล่ หมอผีจึงจัดการเฆี่ยนตีคนป่วยด้วยหวายจนได้รับความบาดเจ็บ  ในที่สุดคนป่วยก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิต  เรื่องนี้จึงเกิดการดำเนินคดีทางกฎหมายกระทั้งหมอผีคนนั้นต้องติดคุก

     อีกหนึ่งวิธีที่หมอผีนิยมใช้ขับไล่ปอบ ก็คือการนำเอาสัตว์น่าเกลียดน่ากลัวมาข่มขู่ปอบ อย่างเช่น คางคก ตุ๊กแก งู เป็นต้น สำหรับกรณีนี้มักใช้กับคนที่ถูกปอบเพศหญิงเข้าสิง เพราะเมื่อผีปอบเหล่านี้โดนข่มขู่ด้วยสัตว์ ก็จะเกิดอาการขยะแขยง และยอมออกจากร่างที่เข้าสิงไปอย่างง่ายดาย

     ส่วนผีปอบที่มีฤทธิ์แก่กล้า เมื่อเข้าสิงใครจะไม่ยอมออกจากร่างง่ายๆ กล่าวกันว่าใครที่ผีปอบประเภทนี้เข้าสิงมักจะถูกปอบสิงจนตาย  การไล่ผีปอบจะพบข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ จะปรากฏเป็นก้อนกลมปูดนูนขึ้นที่ใต้ผิวหนัง เวลาที่หมอผีจี้ก้อนกลมๆนี้ด้วยไพลเสก ปอบที่แก่กล้าจะทำให้ก้อนกลมนี้จะเลื่อนหนีไปได้ และจะเป็นการลวงหมอผีว่าวิญญาณของปอบออกจากร่างบุคคลนั้นไปแล้ว ทั้งที่จริงยังคงอยู่ โดยมากปอบมักจะเลื่อนก้อนกลมหนีไปซ่อนตามซอกขาหนีบหรืออวัยวะเพศ ทำให้หมอผีหาไม่พบ

     แต่สำหรับหมอผีรุ่นครูจะมีวิธีพิเศษที่จะช่วยขับไล่ปอบที่มีฤทธิ์แก่กล้าให้ออกไปได้ โดยหมอผีรุ่นครูจะจู่โจมมัดข้อมือ ข้อเท้าและรอบคอ ด้วยด้ายสายสิญจน์ เพื่อไม่ให้ปอบหนีออกจากร่าง จากนั้นจึงใช้ไพลเสกจี้ลงไปที่ก้อนกลมๆใต้ผิวหนัง เมื่อก้อนกลมนี้หนีไปที่ใด ก็จะตามจี้ติดไปไม่ยอมปล่อย และเมื่อปอบถูกไพลเสกจี้ หรือที่ทางอีสานเรียกว่า “แทง” ปอบจะร้องโอดครวญดังลั่นด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส หมอผีจะขู่บังคับให้ปอบบอกว่าเป็นใคร ซึ่งปอบมักจะยอมสารภาพโดยตีหลังจากที่โดนทรมานจนหวาดกลัวและเข็ดหลาบไปแล้ว หลังจากนั้น หมอผีจะแก้มัดปอบด้วยด้ายสายสิญจน์ แล้วปล่อยให้ปอบออกไป

     หมอผีบางคนมีวิธีไล่ปอบชนิดดุเดือด เพื่อทำให้คนที่มีปอบอับอายขายหน้าต่อหน้าสาธารณชน โดยหมอผีจะไปหาหม้อดินของแม่ม่ายที่มีเขม่าควันไฟจับหนา มาครอบศีรษะของคนที่ถูกปอบสิง จากนั้นจะใช้มีดโกนขูดเขม่าควันไฟคล้ายๆกับการโกนผมให้หมดไปครึ่งศีรษะ แล้วจึงปล่อยให้ปอบออกจากร่างไป วิธีการไล่ปอบเช่นนี้จะทำให้ผู้เป็นปอบ หรือผู้ที่เลี้ยงปอบเอาไว้เส้นผมแหว่งหายไปครึ่งศีรษะ ทำให้ไม่กล้าหนีออกจากห้องไปไหน และต้องหลบซ่อนอยู่แต่ในห้อง หรืออาจต้องใช้ผ้าปกคลุมปิดศีรษะตลอดเวลา


     เรื่องราวของปอบมีมากครับ  สำหรับในไทยก็มีทั้งทางเหนือและทางอีสานมีหลายแบบตามแต่ละพื้นที่  โดยสรุปคือผู้ที่มีปอบอยู่ท้ายที่สุดก็จะเสียชีวิตด้วยอาการระบบอวัยวะภายในล้มเหลวหรือไม่ทำงานซึ่งอาจจะสร้างความประหลาดให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มาหลายครั้งเนื่องจากหลายครั้งที่มีผู้เสียชีวิตไม่นานแต่พบว่าอวัยวะภายในร่างกายหยุดทำงานไปนานแล้ว


ภาพยนต์ไทยที่เกี่ยวข้องกับผีปอบ

     พุทธศักราช ๒๕๓๒     บ้านผีปอบ ภาค ๑
     พุทธศักราช ๒๕๓๒     บ้านผีปอบ ภาค ๒
     พุทธศักราช ๒๕๓๓     บ้านผีปอบ ภาค ๓
     พุทธศักราช ๒๕๓๔     บ้านผีปอบ ภาค ๔
     พุทธศักราช ๒๕๓๔     บ้านผีปอบ ภาค ๕
     พุทธศักราช ๒๕๓๔     บ้านผีปอบ ภาค ๖
     พุทธศักราช ๒๕๓๔     บ้านผีปอบ ภาค ๖
     พุทธศักราช ๒๕๓๕     บ้านผีปอบ ภาค ๗
     พุทธศักราช ๒๕๓๖     บ้านผีปอบ ภาค ๙
     พุทธศักราช ๒๕๓๖     บ้านผีปอบ ภาค ๑๐
     พุทธศักราช ๒๕๓๗     บ้านผีปอบ ภาค ๑๑
     พุทธศักราช ๒๕๓๗     บ้านผีปอบ ภาค ๑๒
     พุทธศักราช ๒๕๓๗     บ้านผีปอบ ภาค ๑๓
     พุทธศักราช ๒๕๕๑     บ้านผีปอบ ๒๐๐๘
     พุทธศักราช ๒๕๕๔     บ้านผีปอบรีฟอร์เมชั่น 

1 ความคิดเห็น:

  1. นึกถึงตอนที่กลับบ้านนอกอ่ะ แล้วแบบพอตกดึกละแวกบ้านจะเงียบมากไม่กล้าเดินออกไปไหน กลัวเจอผีปอบ 5555555 แล้วยิ่งเข้าไปอ่านอันนี้อีก >> http://horoscope.sanook.com/68949/ ก็ยิ่งเห็นว่ามีผีปอบหลายประเภทอีก โอ๊ย ! เป็นตาย่าน

    ตอบลบ

author
กข์ค์ฆ์ง์
เพราะความรักที่เธอมอบให้ หัวใจจึงพลันเลื่อนไหว อย่างอ่อนหวาน